แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จำที่พ่อสอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จำที่พ่อสอน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พลังงานทดแทน: Solar Electricity ความเข้าใจผิด ที่ต้องช่วยกันสอดส่อง แก้ไข ณ ตะเพิ่นคี่

        การที่พวกเราไปทดลองลงพื้นที่เพื่อนำปรัชญาขององค์ในหลวง ไปสอนคนตะเพิ่นคี่ จากคำเชิญของกลุ่ม “หนึ่งคนให้หลายคนรับ” ของคุณ Hana Batake ทำให้ผมเห็นวิกฤติหนึ่งที่ต้องรีบช่วยกันแก้ไข ด่วนมาก

        พลังงานทดแทน โดยเฉพาะ Solar Electricity เป็นพลังงานทดแทนที่ต้องได้ใช้กันเร็วๆ นี้ เป็นเทคโนโลยีที่มีมานานมากๆ แล้ว แต่พวกเราแม้แต่คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ประจำก็รู้แค่ เอาไปตากแดดแล้วได้ไฟฟ้าใช้ กรณีที่ผมจะกล่าวถึงคือ Solar Photovoltaic ก็คือแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันที่ตะเพิ่นคี่มีทุกบ้าน

_MG_8638-2012-05-10-01-57.jpg

ณ วันที่เขียน ที่โรงเรียนมีแผงโซล่าขนาด 135 วัตต์ x 12 แผงใช้กับ

  1. ทีวี 14 นิ้ว 2 เครื่อง
  2. ชุดรับดาวเทียมไกลกังวล
  3. คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง
  4. หลอดไฟ Fluorescent 36W 5 หลอด

ก่อนขึ้นไปดำเนินการผมได้สำรวจตรวจสอบ ว่าระบบยังจัดว่าซ่อมบำรุงเล็กน้อยก็จะกลับมาใช้ได้ ขนาดแผงเพียงพอที่จะใช้งาน ถ้าใช้อย่างเหมาะสม ในขณะที่ครูมนัส จะย้ำว่าเสีย เสื่อม เก่าแล้ว ไม่เพียงพอ ของบซื้อใหม่แล้ว แต่ได้งบมาเพียง ล้านกว่าบาท ไม่พอ อยากให้ช่วยเขียนโครงการเพื่อขอใหม่ให้พอ ตามใบเสนอราคานี้ มูลค่างานเพิ่มคือ 2.8 ล้านบาท

IMG_0457-2012-05-10-01-57.jpg

        คือต้องการแผงอีก 135W อีก 88 แผง ถึงตรงนี้ คำถามคือ โรงเรียนตะเพิ่นคี่ จำนวนนักเรียน 26 คน ขนาด 3 ห้องเรียน ต้องใช้เท่าไหร่ และเมื่อต้องลงทุนมากขนาดนี้เทียบกับเครื่องปั่นไฟและลากสายไฟขึ้นมา 15km ในระยะยาว ควรเลือกอย่างไร

        ต้องดูครับ สิ่งที่สอบถาม ดูรายละเอียดการคำนวนประกอบใบเสนอราคา คือ

  1. คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง
  2. หลอดไฟ Fluorescent 36W 20 หลอด
  3. ตู้เย็น 1 ตู้
  4. เครื่องปั่นนมถั่วเหลือง 1 เครื่อง

        เท่านี้แหละครับ ลองเดาดูว่า ถ้าเป็นบ้านพวกเราในเมืองที่มีไฟฟ้า เงินประมาณ 3-4 ล้านรวมของเก่า จ่ายค่าไฟได้กี่ปี ?

        ทางเลือกที่ 1 การถางป่าเพื่อลากสายไฟมาใช้แค่นี้ ระยะทาง 15 km ทำไม่ได้ในเขตอุทยานและไม่ควรทำ ไม่คุ้มค่ากับต้นไม้ที่ต้องตัดทิ้ง ไม่ต้องลองคำนวนเลยครับ กรณีนี้

        ทางเลือกที่ 2 คือปั่นไฟฟ้าด้วยน้ำมัน Diesel ซึ่งหาได้สะดวก เมื่อเทียบกับด้วยก๊าซ CNG หรือ LPG

                ต้นทุนคิดที่ Diesel ลิตรละ 32 บาท หรือ Bio Diesel(ตามพระราชดำริ) ยิ่งดี ปีหนึ่งจะใช้เงินค่าน้ำมันประมาณ 30,000 บาท

                ซื้อเครื่องปั่นไฟแบบ Inverter ราคาประมาณ 4-6 หมื่นบาท สามารถใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าตามบ้านได้ ไม่เสียและประหยัดน้ำมัน ซื้อใหม่ทุก 3-5 ปีก็ได้

        ทางเลือกที่ 3 คือใช้ระบบโซล่าเซล ก็ได้ครับจะแพงกว่าทางเลือกที่ 2 แน่นอน ยกเว้นปรับอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับระบบโซล่าเซลด้วย เดี๋ยวลงรายละเอียดอีกทีนะครับ

        ขออันเชิญหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่สำคัญอันหนึ่งคือ “เทคโนโลยี เหมาะสม” ผมจะบอกว่าตอนนี้อาจารย์กำลังเข้าใจผิด และไม่รับฟังคนธรรมดาอย่างผม แต่ไม่เป็นไร ผมอธิบายสิ่งที่ผมศึกษาและเข้าใจให้ทุกท่าน ไว้เผื่อใครสามารถแก้ไขได้ หรือเป็นประโยชน์กับโครงการลักษณะเดียวกันช่วยดู ด้วยงบเท่าๆ กัน จะทำได้สัก 10 โรงเรียน 10 เท่า!

        ในความคิดผมนะครับ ทางเลือกที่ 2 เหมาะสมที่สุด ค่าน้ำมันกรณีซื้อต่อปี น่าจะน้อยกว่าค่าบำรุงรักษารายปีของระบบที่เสนอมาด้วยซ้ำ และชาวบ้านทั้งหมดมีอาชีพทางการเกษตรปลูกข้าวโพด ปลูกมัน น่าจะเอามาทำ เอทานอล ได้ กรณีทำเอทานอลก็ ไปใช้เครื่องปั่นไฟเบนซินแทน และการผลิตเอทานอลจากเศษของผลผลิตก็น่าลองทำอยู่ หรือมีวิธีทำ Bio Diesel ก็ได้ถ้ามีผลผลิตเหมาะสม

        ทีนี้ตะเพิ่นคี่ พวกเราได้ขึ้นไปเช็ดถู ซ่อม เดินสายไฟ ซื้อเครื่อง Inverter ขึ้นไปให้ ทำให้อาจารย์เห็นแล้วว่าระบบยังดีอยู่เลย เราเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานขึ้นไปให้อีก 3 เครื่อง ใช้งานสบายๆ จากที่อาจารย์ต้องการ 4 เครื่อง (ถึงกระนั้นแกก็พูดแต่ไม่พอ ไม่พอ ใช้ไม่ได้) จริงๆ แล้ว ขาดเพียง Inverter ดีๆ หนึ่งตัวราคาประมาณไม่เกิน 20,000 ทุกอย่างจะลื่นไหล และถ้าแก้ไขรายการอุปกรณ์ ดังนี้

  1. ทีวี 14 นิ้ว 2 เครื่อง --> เปลี่ยนเป็น LED TV 24 นิ้ว (ประมาณสองเครื่อง 14,000)
  2. ชุดรับดาวเทียมไกลกังวล
  3. คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง --> มีคอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานแล้ว 3 ชุด สมมติซื้อใหม่หมด 4 เครื่อง (ไม่เกิน 100,000)
  4. หลอดไฟ Fluorescent 36W 20 หลอด --> เปลี่ยนเป็นหลอด LED จีนชนิดหนึ่งซึ่งผมให้อาจารย์ไว้ลองแล้ว สัก 60 ชุด (40,000)
  5. ตู้เย็น 1 ตู้ --> เปลี่ยนเป็นตู้เย็นระบบ Linear Compressor (80,000)
  6. เครื่องปั่นนมถั่วเหลือง 1 เครื่อง

        ถ้าทำตามที่ผมแนะนำข้างบน รวมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่หาเพิ่มหรือเปลี่ยน ใช้งบ 254,000 สามารถใช้กับแผงโซล่าและแบตเตอรี่เดิมได้เลย เพียงพอ

ทีนี้ใครจะช่วยอธิบายอาจารย์มนัส และช่วยแก้ไขโครงการลักษณะเดียวกันทั่วประเทศได้บ้างครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

จำที่พ่อสอน: "พึ่งตนเอง ประหยัดพลังงาน" พลังงานทดแทนตอนที่ 1

        phoenix-first-solar-panels-photo2536-2012-01-19-15-18.jpg

        ที่ผมหยิบอัญเชิญคำสอนของพ่อ ส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงว่า “ให้ประหยัดพลังงาน” แต่มาเขียนพลังงานทดแทนเพราะว่า ความสำคัญสุดท้ายแล้วอยู่ที่การประหยัด การใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย ไม่ใช้ว่าเมื่อเราสามารถมีพลังงานทดแทนแล้ว เราก็ใช้กันสบายใจสุรุ่ยสุร่าย

        พลังงานทดแทนน้ำมันฟอสซิลมีมากมาย ที่คนที่ห่วงสิ่งแวดแล้วและความยั่งยืนทั่วโลกสนใจคือ Renewable Energy คือพลังงานที่ใช้ไปแล้วก็มีมาใหม่ ไม่ใช่พอใช้หมดต้องรออีกพันล้านปีอย่่างเชื้อเพลิงฟอสซิล

hydrate-2012-01-19-15-18.jpg

        แล้วก็ยังมีพลังงานทางเลือกที่ใช้แล้วหมดไปอีกเยอะเช่น ต้นไม้, ถ่านหิน, Methane hydrates, นิวเคลีย, Hydrogen etc. ไว้คุยกันทีหลัง

Renewable Energy (Solar Energy)

        วิธีการนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้มีหลายรูปแบบ ที่คนมันจะนึกถึงเป็นอย่างแรกคือ Solar Cell ถ้าเป็นชาวบ้านก็จะนึกถึงเนื้อแดดเดียวกับตากผ้า ส่วนที่ผมได้ติดตามผ่านหูผ่านตามา

  1. Solar Cell ผลิตกระแสไฟฟ้า
  2. Solar Concentrator ผลิตกระแสไฟฟ้า
  3. Solar Wind Tower ผลิตกระแสไฟฟ้า
  4. ทำความร้อนให้น้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
  5. พลังงานน้ำ เป็นพลังงานแสดงอาทิตย์ทางอ้อม คือแดดเผาน้ำส่วนใหญ่เป็นน้ำทะเล แล้วกลายเป็นฝนตกในที่สูงไหลลงมา
  6. พลังงานลม ก็เป็นพลังงานแสดงอาทิตย์ทางอ้อม
  7. พลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้จากพืช คือพืชประมาณว่าสามารถรับพลังงานแสดงอาทิตย์มาใช้ได้ 12% แล้วเราเอาต้นพืชมาใช้ ส่วนปาล์มเป็นพืชพิเศษที่เก็บพลังงานแสดงอาทิตย์ได้ 14%
        บางคนจะไม่นับ 5-7 เป็น Renewable Energy เพราะทำมันมีความจำกัดเช่น พืชโตช้าและใช้พลังงานให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ด้วย ส่วนการสร้างเขื่อนทุกวันนี้ที่ทำได้ คุ้มก็ทำกันไปจนจะไม่เหลือแล้ว เขื่อนในหลายๆ พื้นที่ต้องแลกด้วยป่าฝน พืชและสัตว์จำนวนมาก ROI ไม่คุ้ม

“ให้ประหยัดพลังงาน”

        การประหยัดพลังงานต้องทำอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น เชื่อไหมครับว่า หลอดไส้ให้แสงสว่าง 1% ของพลังงานที่ใส่ลงไปอีก 99% เป็นความร้อนในทันที แล้วเราต้องเสียพลังงานทำความเย็นเพิ่มให้ 99% ที่เราไม่ใช้ด้วย

        อีกตัวอย่างคือการเดินทางโดยการขับรถยนต์ เดี๋ยวผมมาต่อตอนสองนะครับ

“ตอนสองจะพูดถึง         Solar Cell และพลังงานที่ใช้ในการเดินทาง”

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

จำที่พ่อสอน: ทำไปเลย ผิดถูกค่อยแก้ไป

fking-2554-10-1-02-30.jpg

“ถ้ามัวแต่ไปคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ ทำอะไรก็ทำไม่สำเร็จหรอก

คิดอะไรทำไปเลย ผิดถูกค่อยแก้ไป แล้วเดี๋ยวมันก็ค่อยๆ ได้ออกมาเอง

แต่ถ้ามัวแต่คิดแล้วไม่กล้าทำ มันจะไม่มีอะไรสำเร็จขึ้นมาสักอย่าง

ความประทับใจของ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี

ที่มา: หนังสือ เหนือกว่ารัก

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

จำที่พ่อสอน: สมาชิกแห่งรัฐสภา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสที่ดีได้เข้าไปในอาคารรัฐสภา ในวันที่มีการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สิ่งที่ผมประทับใจอย่างหนึ่ง ไม่ใช่บรรดา สส สว ผู้ช่วย ผู้ติดตาม แต่เป็น ตัวหนังสือบนกระดานดำ เขียนด้วยลายมือ มีความตามภาพนี้

_MG_3987-2554-09-13-02-44.jpg

     สิ่งที่ถูกเขียนบนกระดาน คือ "คำสอนของพ่อ" ก็คือส่วนหนึ่งของคำสอนของในหลวงภูมิพล ต่อสมาชิกรัฐสภา มีถอดความดังนี้ ....

"....การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกแห่งรัฐสภานี้ มีผลโดยตรงต่อความเจริญมั่นคงของประเทศ และสุขทุกข์ของประชาชน ขอให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญและความรับผิดชอบในภาระอันใหญ่ดังกล่าว แล้วร่วมมือปรองดองปฏิบัติภารกิจทั้งปวงเต็มสติกำลัง ปัญญา ความสามารถ ด้วยความสุจริตเที่ยงตรง ด้วยความคิดพิจารณา อันสุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยเหตุผลอันถูกต้องตามหลักนิติธรรมและคุณธรรม....."

      ในหลวงภูมิพลของเรา ได้สอนเราด้วยคำง่ายในทุกๆ เรื่อง แม้แต่เรื่องการเมือง การปกครอง หน้าที่ของสมาชิกสภา หากแต่ทุกๆ ท่านจะปฏิบัติตาม "คำสอนของพ่อ" หรือไม่ เชื่อได้เลยว่าหากเราทุกคน "ดูที่พ่อทำ จำที่พ่อสอน (ทำด้วย)"  ถึงแม้จะทำได้เพียงบางส่วน บ้านเมืองจะเจริญ ประชาชนจะมีความสุขอย่างยั่งยืน

      เมื่อผมได้เห็นภาพที่ท่านกำลังจะได้ชม ขณะที่มีสมาชิกสภาหลายท่านนอนนวดเท้าอย่างสบายใจในขณะที่นายกคนใหม่กำลังอ่านนโยบายนั้น ผมก็ได้แต่หวังว่าสมาชิกสภาเหล่านั้น จะได้อ่าน "คำพ่อสอน" ที่ประชาชนคนธรรมดาอย่างผม รู้สึกดีอย่างยิ่งเมื่อได้อ่าน และเก็บเป็นภาพมาฝากผู้อ่านทุกๆ ท่าน ถ้าท่านไม่แน่ใจว่า สส, สว ของท่านได้อ่านหรือไม่ ช่วยกันส่งต่อถึงท่านเหล่านั้นกันนะครับ "รักพ่อภาคปฏิบัติ" ไม่ต้องรอนะครับ ทำเลย

image-37B0_4E54FD73-2554-09-13-02-44.jpg

   

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จำที่พ่อสอน: อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ

1_original-2554-09-1-01-23.jpg

ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงาม สําหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความ อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตัว เพื่อส่วนรวม พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธพีธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันท่ี ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๖

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จำที่พ่อสอน: ความเพียร

1237578229-2554-08-31-00-43.jpg

การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่า สร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ ความอดทน เสียสละ แต่สําคัญที่สุดคือความอดทน คือ ไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทํามันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันครึทําดีนี่ แต่ขอรับรอง ว่าการทําให้ดีไม่ครึต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผล แน่นอนในความอดทนของตนเอง

พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในพระราชทานแก่นักเรียน นักศีกษา ครู และอาจารย์ ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ

วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๖

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จำที่พ่อสอน: "พูดจริง ทําจริง"

พูดจริง ทําจริง ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทําอย่างนั้น จึงได้รับ ความสําเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่อง สรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทํา คือ พูดจริง ทําจริง จึงเป็นปัจจัยสําคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคล ให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญให้เกิดขึ้น ทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ข้าพเจ้าฯ จะยึดถือ ปฏิบัติเต็มความสามารถ